สมาชิก ซุบซิบ ดอทคอม

ลืมรหัสผ่าน? สมัครสมาชิก

Skip Navigation Linksข่าวบันเทิง ข่าวดารา > ดารา บอร์ดดารา > ข่าวดารา รูปดารา

แหม่ม วิชุดา ปัจจุบันขายรองเท้า อนาคตอยากขายสะตอดอง

โดย WoRkInG WoMaN เมื่อ 16 ม.ค. 51 22:08:19

ข่าวบันเทิง ซุบซิบดารา ดารา ปาปารัสซี่
    แหม่ม วิชุดา พินดั้ม ปัจจุบันขายรองเท้า อนาคตอยากขายสะตอดอง

    Working Woman วิชุดา พินดั้ม

    

    ตอนนี้ทำงานอะไรอยู่บ้างคะ

    “เป็นงานในวงการก็มีละครเรื่อง เป็นต่อ เรื่องชุมทางเสือเผ่น อันนี้เพิ่งจะถ่ายเสร็จไปนะ เป็นละครบู๊ค่ะ แต่ก็ยังไม่รู้ว่าจะออกอากาศเมื่อไหร่ แล้วอีกเรื่องที่กำลังถ่ายอยู่ก็เรื่อง นางสาวผ้าขี้ริ้วค่ะ เรื่องนี้จะเป็นแนวคอมเมดี้นะแบบตลก ๆ เลยแหละ ส่วนงานที่เป็นธุรกิจส่วนตัว ถ้าเอาแบบที่ทำเต็มตัวเลยก็คือ ตอนนี้เปิดร้านขายรองเท้าที่เมเจอร์รัชโยธินน่ะค่ะ ขายอยู่ตรงตลาดนัดข้าง ๆ นั่นแหละค่ะ จะขายทุกวันอังคารถึงวันอาทิตย์ค่ะ เปิดร้านมาได้ประมาณ 1 ปีแล้วค่ะ”
    

    จุดเริ่มต้านของการก้าวเข้าสู่การทำธุรกิจส่วนตัว

    “ก็เริ่มแรกเลยมาทำร้านนี้กับพี่โก้ ธีรศักดิ์ค่ะ เดิมทีพี่โก้จะขายรองเท้าแบบเป็นแฮนด์เมดอยู่แล้ว เป็นรองเท้าที่ใช้ลูกหินลูกปัดในการทำอะไรประมาณนี้ค่ะ พี่โก้ก็เลยชวนบอกว่า..แหม่มจะมาขายด้วยกันหรือเปล่า ซึ่งก่อนหน้าที่พี่โก้จะชวนแหม่มทำธุรกิจด้วยกันมานานมากแล้วน่ะค่ะ แต่แหม่มรู้สึกว่าตัวเองไม่ถนัด คือถ้าจะให้ทำอะไรกระจุกกระจิกได้นะ แต่ถ้าให้มานั่งทำบัญชีหรือไม่ก็ให้มาบริหารคงไม่ได้หรอกมันยากนะ ก็เลยไม่กล้าทำ พี่โก้เค้าก็เลยบอกว่าไม่เป็นไรถ้าไม่กล้าเดี๋ยวทำกับพี่เราหุ้นกัน โดการแบ่งกันพี่โก้เค้าก็จะทำของเค้ามานั่นแหละ แล้วแหม่มก็ไปเลือกของเลือกแบบที่แหม่มชอบมาย แล้วแบ่งค่าใช้จ่ายกันคนละครึ่ง แต่เวลาเอาของมาลงก็จะเป็นของใครของมัน เพราะแต่ละคนมันก็ไม่ได้ชอบอะไรเหมือนกันอยู่แล้วนะ”
    “ตอนแรก ๆ เวลาไปซื้อของก็จะไปกับพี่โก้ก่อนค่ะ ก็เหมือนกับว่าพี่เค้าพาแหม่มไปเรียนรู้แหละ เพราะว่าพี่โก้จะเก่งเรื่องการทำธุรกิจมาก ๆ พอทำมาได้สักพักนึงก็เริ่มไปซื้อของเองแล้วค่ะ โดยใช้ตัวเองเป็นมาตรฐานในการเลือกซื้อ คิดว่าถ้าซื้อแบบนี้มาแล้วขายไม่ได้ก็ไม่เป็นไร เดี๋ยวเก็บไว้ใส่เองก็ได้ ปรากฏว่าประสบความสำเร็จในการเลือกซื้อของพอสมควรค่ะ เพราะว่าเวลาเอาของมาก็จะขายดีมาก ๆ มีคนซื้อไปใส่เยอะเหมือนกันนะ พี่โก้เค้าก็เลยเริ่มไว้ใจเริ่มปล่อยให้ไปซื้อของเอง จนกระทั่งระยะหลังพี่โก้เค้าก็ไม่ขายรองเท้าส้นสูงแล้ว ขายแต่พวกของแฮนด์เมดอย่างเดียว กลายเป็นว่าตอนนี้แหม่มขายคนเดียวเลยค่ะ ไม่ว่าจะรองเท้าส้นสูง หรือจะแฟชั่นแบบไหน แล้วพี่โก้ก็แยกออกไปขายอีกร้านนึง ก็เท่ากับว่าตอนนี้แหม่มขายคนเดียวแบบเต็มตัวเลยคะ”
    

    กว่าร้านจะอยู่ตัวมาได้ขนาดนี้มีอุปสรรคบ้างมั้ยคะ

    “สำหรับอุปสรรคเอาแบบที่เป็นปัญหาหลัก ๆ เลยนะ ก็จะเป็นช่วงที่ผ่านมานี่แหละเป็นช่วงหน้าฝนไงคะ คือช่วงหน้าฝนจะขายของยากมาก พอเวลาฝนตกก็ต้องรีบปิดพอฝนหยุดก็รีบเปิด ก็จะปิด ๆ เปิด ๆ แบบนี้ตลอด มันก็เลยค่อนข้างจะวุ่นวายนะ บางวันขายแทบจะไม่ได้เลยค่ะ ก่อนหน้านี้ตอนที่เริ่มขายไม่ได้ขายตอนช่วงหน้าฝนไงคะ ก็เลยยังไม่รู้ว่ามันจะเป็นยังไง แต่ตอนนี้ร้านมันยังอยู่ได้เพราะว่าถ้าตอนนี้ที่ไม่ใช่หน้าฝนมันก็ขายได้กระจายไปเลยค่ะ เพราะว่าตลาดตรงนี้จะมีคนเดินตลอดเลยไง ส่วนราคาก็ไม่ได้ว่าแพงจนเกินไปนะคะ เป็นราคาที่ใคร ๆ ก็ซื้อได้ แบบที่เลือกมาก็ทนนะ เพราะว่าแหม่มจะลองใส่เองด้วย ถ้าอันไหนดีก็จะเอามาขายค่ะ ถ้าลองใส่คู่ไหนแล้วมันกัดก็ไม่เอามาค่ะ”
    

    วางแผนอนาคตการทำงานไว้อย่างไรบ้างคะ

    “คือที่คิดไว้ว่าถ้ามีโอกาสก็อยากจะเปิดโรงเรียนสอนถักนิตติ้งค่ะ เพราะว่าโดยส่วนตัวแล้วจะชอบเรื่องการเย็บปักถักร้อยอยู่แล้วค่ะ ทุกวันนี้มีคนมาขอเรียนกับแหม่มเยอะพอสมควร เหมือนกับว่าจะโทรนัดกันมาแหม่มว่างมั้ย ว่างเมื่อไหร่ก็จะให้ไปช่วยสอนถักนิตติ้ง ก็เลยทำให้คิดว่าถ้าเป็นไปได้อยากเปิดเป็นโรงเรียนสอนซะเลยดีกว่า แล้วขายพวกไหมพรมหรืออุปกรณ์ที่เกี่ยวกับการเย็บปักถักร้อยด้วยที่สำคัญแหม่มอยากจะได้ครูที่เข้ามาช่วยสอนแบบมีคุณภาพค่ะ จะพิการหูหนวก ตาบอด หรือว่าอะไรก็ได้ แค่ขอให้สอนได้เท่านั้นเอง มันเหมือนกับว่าแหม่มเปิดโอกาสให้ทุกคนบนโลกเลยนะ แต่ตอนนี้มันเป็นแค่ความใฝ่ฝันว่าอยากจะทำเมื่อมีโอกาสน่ะค่ะ แต่ก็ไม่แน่นะอาจจะอนาคตอันใกล้นี้ก็เป็นได้ แล้วอีกอย่างท่อยากจะทำ คืออยากจะทำทุเรียนกับสะตอดองขายค่ะ คือเรื่องของเรื่องพ่อแม่บุญธรรมของแหม่มอยู่ที่นครศรีธรรมราชค่ะ แล้วที่นั่นสะตอเยอะมาก ก็เลยมานั่งคิดกับพี่ชายว่า เราน่าจะทำสะตอดองมาขายเยอะ เพราะว่าบางคน เค้าอาจจะอยากกินสะตอแต่หาไม่ได้ เลยคิดว่าอยากจะทำขายกันเองค่ะ แล้วล่าสุดก็ได้ไอเดียใหม่มาสด ๆ ร้อน ๆ เลย เป็นทุเรียนกวนที่พ่อบุญธรรมทำเองค่ะ คือ เมื่อไม่นานมากนี้แหม่มกลับไปหาพ่อ แม่บุญธรรม แล้วถามเค้าว่าไม่มีทุเรียนหรือ.. เค้าบอกว่าไม่มีหมดไปแล้วน่ะ พอตอนขากลับเจอทุเรียนกวนขายอยู่ที่สนามบินน่ะค่ะ ก็เลยซื้อกลับมากิน ปรากฏว่าพอกินแล้วรู้สึกว่ามันสู้ของที่พ่อเราทำไม่ได้เลยค่ะ ของพ่อเราอร่อยกว่าเยอะมาก ๆ แล้วที่นั่นก็มีทุเรียนเยอะอยู่แล้ว ก็เลยมีความคิดที่จะทำทุกเรียนกวนมาขายอีกอย่างนึงด้วยค่ะ”
    

    พูดถึงเรื่องธุรกิจส่วนตัวกันไปแล้ว ขอย้อนถามเรื่องจุดเริ่มต้นของการเข้าวงการนิดนึงค่ะ

    “อ๋อ..แหม่มเข้ามาทำงานในวงการนี้ตั้งแต่เด็กแล้วค่ะ ทำงานตรงนี้มาประมาณ 18 ปีแล้วนะ ตอนนั้นก็เรียนหนังสือ เวลาหลังเลิกเรียนก็ไปเดินเล่นที่สยามกับเพื่อน แล้วก็มีโมเดลลิ่งเข้ามาติดต่อให้แหม่มไปแคสติ้งก็เลยลองดู ปรากฏว่าได้งานชิ้นแรกเป็นโฆษณาโอเล่ค่ะ ในสมั้ยนั้นเวลาเค้าหาเด็กไปถ่ายโฆษณาหรือทำอะไรต่าง ๆ เค้าจะอยากได้เด็กแบบหน้าใหม่ ๆ แบบไม่ช้ำเลยค่ะ เรื่องการแสดงไม่เป็นไรเดี๋ยวค่อยว่ากันมาสอนทีหลังได้ เอาแบบว่าใหม่ ๆ สด ๆ เลยนั่นแหละค่ะ ก็เลยได้แหม่มไป แล้วหลังจากนั้นแหม่มก็ได้ไปแคสโฆษณาอยู่เรื่อย ๆ ทำเป็นเหมือนว่าการไปแคสเป็นงานอดิเรกเลย่ะ พอเลิกเรียนไปแคสโฆษณาเป็นอย่างนี้อยู่ระยะหนึ่งค่ะ ก็เลยอาจจะเห็นว่าเมื่อก่อนแหม่มจะถ่ายโฆษณาบ่อยมาก เงินที่ได้มาก็จะกลายเป็นเงินค่าขนมขำ ๆ ไป
    จากนั้นก็มีคนเห็นแหม่มในโฆษณาโอเล่นั้นแหละค่ะ ก็ไม่รู้เหมือนกันนะว่าไปเข้าตาเค้าตรงไหน ก็เลยมีคนติดต่อเข้ามาให้ไปเล่นละคร ตอนนั้นละครเรื่องแรกคือ “คุณแม่เพื่อนรัก” ของกันตนา เป็นเรื่องแรกเลยค่ะ เป็นละครตอนเย็นแบบยาวมาก ๆ เป็นร้อย ๆ ตอนเลยค่ะ คือในสมัยก่อนละครตอนเย็นถ้าคนดูชอบหรือว่าเด็ก ๆ ติดก็จะเขียนบทเพิ่มไปเรื่อย ๆ เลยไง รู้สึกว่าละครเรื่องนั้นจะเล่นมาจนแบบว่าเกือบโตเลยน่ะค่ะ”
    

    ระหว่างงานในวงการกับธุรกิจที่ทำอยู่คิดว่าอะไรที่ทำแล้วเป็นตัวเองมากที่สุด

    “ก็คงจะเป็นงานในวงการนี่แหละค่ะ แหม่มคิดว่าการแสดงนั้นเป็นส่วนหนึ่งในชีวิต เพราะแหม่มเกิดจากตรงนี้และก็โตจากตรงนี้ค่ะ แล้วที่สำคัญแหม่มสามารถทำเองได้หมดทุกอย่างเลยค่ะ อย่างเช่นว่างานในวงการคือสิ่งที่แหม่มจะต้องรับผิดชอบ ด้วยการมารับเล่นละครเป็นตัวนี้ แล้วมันก็จบในหน้าที่ที่จะต้องรับผิดชอบเพียงแค่นี้ ไม่ต้องมานั่งคิดว่าวันนี้จะต้องแต่งหน้าแบบไหน ต้องเตรียมเสื้อผ้ายังไง เพราะฉะนั้นสิ่งที่แหม่มถนัดคือการแสดงค่ะ แต่ถ้าเป็นธุรกิจที่ทำอยู่ถ้าแหม่มสามารถทำได้เองหมดทุกอย่างก็จะทำ ถ้าเป็นงานที่แหม่มทำไม่ได้ก็จะต้องหันมาทำพวกประชาสัมพันธ์ให้แทนละกัน เพราะว่างานพวกนี้ถ้ามันขาดเราไปซะคนหนึ่งมันก็สามารถที่จะทำต่อไปได้ หรืออย่างร้านรองเท้าก็จะมีน้องคอยทำบัญชีให้ แล้วหน้าที่อย่างเดียวของแหม่ม คือไปเลือกรองเท้าซึ่งมันเป็นงานที่ถนัดอยู่แล้วค่ะ แล้วเวลาขายก็ต้องจ้างเด็กมาขายให้ ถ้าวันไหนเด็กไม่มาขายก็ไม่สามารถเปิดร้านได้ มันก็เลยเป็นสิ่งที่แหม่มรู้สึกว่าแหม่มทำได้ แต่ไม่ได้คิดว่าจะทำเป็นอาชีพค่ะ หลายคนบอกว่านักแสดงจะต้องมีธุรกิจไว้คอยเสริมนะ เผื่อว่าวันไหนไม่มีงานทำจะได้มีงานรองรับ แต่แหม่มบอกได้เลยว่าแหม่มเอาเงินที่ได้จากการแสดงมาลงทุน แล้วเจ๊งไปกับธุรกิจพวกนี้เยอะมากเลยค่ะ ตอนนี้ก็เลยบอกกับตัวเองว่าเอาเงินที่ได้จากการแสดงเก็บไว้เฉยๆ ดีกว่า แหม่มจะคิดเสมอว่าทุกอาชีพบนโลกนี้มันไม่มีอะไรแน่นอน แต่ก็ไม่ได้หมายความว่างานในวงการเป็นงานที่แน่นอน หรือมั่นคงหรอกนะคะ เพราะว่าตรงนี้มันเป็นเรื่องที่ตอบไม่ได้ว่าเมื่อไหร่ที่จะเลิกทำอาชีพนี้ ร้านรองเท้าก็เหมือนกัน วันหนึ่งแหม่มอาจจะขายไม่ได้เลยก็ได้ ถึงได้บอกไงคะว่าทุกอาชีพมันไม่มีอะไรแน่นอน แต่สิ่งที่มันแน่นอนคือ หาให้ได้ก่อนว่าตัวเราชอบอะไรให้เจอ แล้วทำมันซะจะดีกว่า”
    

    คิดว่าตัวเองมีจุดเด่นและจุดด้อยในการทำงานอย่างไรบ้างคะ

    “จุดเด่นของแหม่มเหรอคะ อืมม์...คิดว่าน่าจะเป็นคนที่ตรงต่อเวลามาก ๆ เราจะมานั่งรอใครเนิ่นนานแค่ไหนก็ได้ไม่เป็นไร แต่อย่าให้เค้ามานั่งรอเราเป็นใช้ได้เท่านั้นพอ แล้วอีกอย่างหนึ่งคงจะเป็นเรื่องของความกตัญญูค่ะ คือทุกวันนี้ที่ทำมาหากินมีงานอยู่ตลอดไม่เคยขาด มันก็อาจจะไม่ได้มีงานเยอะแยะมากมายเหมือนตอนแรก ๆ แล้ว แต่ว่ามันก็ยังพอมีงานเข้ามาให้ทำอยู่เรื่อย ๆ นะคะ ที่สำคัญแหม่มทำงานทุกวันนี้ได้เพราะว่าแหม่มต้องเลี้ยงดูพ่อแม่นะ แหม่มไม่เคยบอกใครว่าแหม่มเล่นละครเก่ง หรือว่าตัวเองเป็นคนหน้าตาดี ถึงได้มีงานทำอยู่จนถึงทุกวันนี้ แต่แหม่มเชื่ออยู่อย่างหนึ่งว่าเพราะความกตัญญูของแหม่มส่งผลให้แหม่มมีงานดี ๆ ทำนะ”
    “สมัยที่เข้ามาในวงการใหม่ ๆ อายุ 12 ปีแล้วทำงานมาจนถึงอายุ 31 ปี แหม่มให้พ่อแม่ออกจากงานเลยนะ ไม่ให้เค้าทำงานแล้ว แหม่มบอกกับเค้าว่าแหม่มจะเลี้ยงดูพ่อ แม่เอง แล้วตั้งแต่นั้นมาก็ยังไม่เคยมีตอนไหนที่แหม่มไม่มีเงิน ไม่ได้หมายความว่าแหม่มรวยนะคะ แต่ก็ไม่ได้ขาดเหลืออะไร หรือว่าบางทีช่วงไหนอาจจะมีปัญหาบ้าง แต่ก็จะมีคนหยิบยื่นความช่วยเหลือเข้ามาให้แหม่มเสมอค่ะ มันก็เลยทำให้แหม่มมั่นใจว่าชีวิตนี้ไม่ลำบากแน่นอน ถ้าตราบใดที่แหม่มยังได้รับผิดชอบชีวิตพ่อแม่อยู่”
    “ส่วนจุดด้อยของแหม่มก็คงจะเป็นเรื่องที่คิดว่าตัวเองเป็นคนที่เก็บอารมณ์ไม่ค่อยจะอยู่น่ะค่ะ เก็บอะไรไว้ไม่ค่อยได้เลยนะ จะแสดงออกมาหมดแหละ ไม่ว่าจะท่าทางไหน อาจจะเป็นสีหน้าหรือคำพูด คือเหมือนกับว่าถ้าจะแสดงความรู้สึกว่าชอบก็จะแสดงออกมาว่าชอบมาก ๆ ถึงมากที่สุด แต่ถ้าวีนขึ้นมาก็สุด ๆ เหมือนกันนะคะ แต่มันก็ไม่ได้มีผลอะไรมากมายอยู่แล้วค่ะ เพราะแหม่มคิดว่ามันก็เป็นเรื่องธรรมดานะคะ มันก็ต้องมีกระทบกระทั่งกับคนอื่น ๆ บ้างเป็นธรรมดา บางทีอาจจะเป็นอะไรที่ไม่ถูกต้องก็จะพูดออกมาเลย แล้วด้วยความที่เป็นคนตรงไปตรงมา ก็เลยทำให้คนภายนอกมองว่าแหม่มวีน แหม่มร้ายอะไรประมาณนี้น่ะ ตอนนี้โตขึ้นกว่าเดิมเยอะมากแล้ว เรื่องแบบนี้มันก็ลดน้อยลงไปมากแล้วด้วย คือรู้จักเก็บอารมณ์แล้ว รู้จักให้อภัยคนมากขึ้นแล้วค่ะ”
    

    ทำงานเยอะ ๆ แบบนี้แบ่งเวลาให้กับครอบครัวยังไงล่ะ

    “แหม่มว่ามาถึงตอนนี้ทุกอย่างมันลงตัวหมดแล้วค่ะ มันเป็นไปตามอัตโนมัติมาตั้งนานแล้ว ไม่ต้องมานั่งทำตารางหรอกว่าวันไหนจะไปทำอะไรเวลาเท่าไหร่ คือเวลามีงานเราก็รับงานไปค่ะ หรือเวลาที่เราไปทำงานก็จะไม่ค่อยอยากจะไปกำหนดกฎเกณฑ์อะไรมากน่ะค่ะว่าจะต้องเสร็จเรียบร้อยตอนไหน เพราะแหม่มคิดว่างานแบบนี้ไม่มีอะไรแน่นอน มันเป็นการทำงานกับคนหมู่มาก ส่วนหลังจากที่ว่างจากการทำงานแล้วก็จะมาพ่อ แม่ไปทานข้าวบ้างค่ะ แต่ถ้าไม่ว่างก็ไม่เป็นไรนะคะ ทุกคนที่บ้านจะเข้าใจอยู่แล้ว ว่างก็เจอกันไม่ว่างก็ไม่เป็นไรค่ะ แล้วก็จะไม่นัดกันล่วงหน้าด้วย คือถ้าแหม่มไม่ว่างขึ้นมาวันนั้นพอดีล่ะ แต่ถ้าแหม่มรู้แน่นอนแล้วว่าวันนี้จะต้องว่างเวลานี้แน่นอนแหม่มถึงจะโทรไปหาพ่อกับแม่ว่าเออ..เดี๋ยววันนี้ไปกินข้าวกันนะ มันจะทำให้แหม่มรู้สึกดีกว่าด้วยค่ะ”
    

    ทำงานในวงการมาก็หลายปี ยึดหลักอะไรในการดำเนินชีวิตล่ะ

    “แหม่มเป็นคนที่ตรงต่อเวลามาก ๆ เลยค่ะ จะไม่ชอบให้ใครต้องมารอเวลาที่แหม่มทำงานนะ แต่ถ้าแหม่มต้องไปรอเค้าเนี่ยก็ไม่เป็นไร ไปหาอะไรทำรอก่อนก็ได้ค่ะ ที่สำคัญแหม่มจะเป็นแบบนี้มาตลอดเลยนะคะ ตั้งแต่เข้ามาแรก ๆ แล้วล่ะค่ะ เวลาที่เราไปทำงานที่ไหนเค้าก็อยากจะจ้างเรา เพราะว่าเค้าสามารถเชื่อใจเราได้ด้วย งานที่เราทำมันก็จะออกมาดีด้วยค่ะ”
    

    ณ ตอนนี้คิดว่าหน้าที่การงานประสบความสำเร็จแล้วหรือยังคะ

    “ถ้าในเรื่องของหน้าที่การงานของแหม่ม ก็ถือว่าแหม่มประสบความสำเร็จเหมือนกันนะคะ ส่วนตัวแล้วแหม่มไม่เคยคาดคิดมาก่อนเลยว่า...แหม่มจะมีงานทำตั้งแต่แหม่มยังเด็ก ซึ่งตอนนั้นตัวแหม่มก็ยังไม่รู้เลยด้วยซ้ำว่าจะทำยังไงกับชีวิตตัวเองต่อไปดี มันเป็นไปเองก่อนที่เราจะคิดด้วยซ้ำค่ะ แหม่มไม่ต้องมานั่งคิดว่าถ้าแหม่มเรียนจบแล้วจะเข้าเรียนต่อที่มหาวิทยาลัยไหนดี หรือว่าเรียนจบมาแล้วจะไปสมัครงานที่ไหนแล้วจะมีงานทำหรอเปล่า คือเรียกได้ว่าแหม่มไม่เคยมีอารมณ์แบบนี้เลยค่ะ มันมีแต่ว่าเรียนเสร็จแล้ววันนี้จะไปทำงานที่ไหนต่อ วันนี้ต้องไปทำงานอะไรบ้าง แล้วงานที่แหม่มทำอยู่ตอนนี้มันก็เป็นงานที่หลาย ๆ คนอยากจะทำ แต่ยังไม่มีโอกาสได้เข้ามาทำงานตรง ก็เท่าที่เป็นอยู่ตอนนี้ก็ภูมิใจแล้วค่ะ...”
    

    ที่มา : WOMAN’S Story ;16-31 ธันวาคม 2550




   
 

ข่าวบันเทิง ล่าสุดในหมวด

ข่าวบันเทิง ซุบซิบดารา ดารา ปาปารัสซี่

จำนวนคนอ่าน 4691 คน จำนวนคนโหวต 4 คน

คุณเห็นด้วยกับข่าว/บทความนี้หรือไม่ โหวต

bar-agree 100 %

Bar Disagree 0 %

ซุบซิบ ข่าวบันเทิง ซุบซิบดารา ดารา ปาปารัสซี่

 

upload ได้เฉพาะสมาชิกเท่านั้น

Captcha

ดังบาน - Reply: 1 Time: 17 ม.ค. 51 13:33:01 IP: 222.123.9.72 ลบ

มือใหม่หัดโพส มือใหม่หัดโพส
  • Sex:Female
  • Post: 0
  • คะแนนรวม: 10
  • สมาชิกอันดับที่: 17460
  • 10%
ตัวหนังสือเยอะใครจะไปอ่านไหว

Tomboy - Reply: 2 Time: 31 ต.ค. 51 8:32:51 IP: 202.12.118.61 ลบ

Tomboy
ตัวหนังสือเป็นพรืด

- Reply: 3 Time: 10 ม.ค. 52 6:40:20 IP: 118.174.44.78 ลบ

ตัวหนังสือเยอะแบบน้แหละดี อ่านแล้งรักเธอมากขึ้นกว่าเดิมอีก รักษาความดีนี้ไว้นะครับคุณแหม่ม เวลาเห็นแล้วรุ้สึกดีจัง

Valid XHTML 1.0 Transitional